ช่วงนี้หลายคนน่าจะได้ยินกระแสข่าวเรื่องที่หน่วยงานภาครัฐกำลังศึกษาและอยู่ระหว่างดำเนินการพิจารณาจะ "เปลี่ยนสีป้ายทะเบียนรถ EV ให้เป็นสีฟ้า" แยกต่างหากจากรถทั่วไป
ตอนแรกที่เห็นข่าว หลายคนก็อาจจะคิดว่า "อ๋อ... เขาคงอยากเปลี่ยนให้ดูมินิมอล ดูล้ำๆ ทันสมัยตามเทรนด์ต่างประเทศมั้ง"
แต่พอได้ลองเจาะลึกเข้าไปดูเหตุผลจริงๆ ในฐานะคนชอบอัปเดตเทคโนโลยี ปรากฏว่าเรื่องนี้ "ไม่ใช่แค่เรื่องแฟชั่น" เลยครับ เพราะในระดับสากล การแยกสีป้ายทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าออกจากรถน้ำมันแบบชัดเจน มันมีประโยชน์หลักๆ 3 ด้านที่ส่งผลต่อชีวิตและโครงสร้างเมืองแบบที่เราอาจจะนึกไม่ถึงเลยครับ
1. ด้านการบริหารจัดการเมือง
เวลาที่เมืองต้องการคัดกรองรถ หรือมอบสิทธิประโยชน์เพื่อสนับสนุนพลังงานสะอาด ป้ายทะเบียนที่แยกสีชัดเจนจะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดโดยไม่ต้องจอดตรวจให้รถติด
รองรับนโยบายในอนาคต ในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลกเริ่มมีเขต Low Emission Zones (เขตจำกัดมลพิษ) ที่รถน้ำมันเข้าต้องเสียค่าธรรมเนียม แต่รถ EV วิ่งผ่านฉลุย หรือในอนาคตถ้าบ้านเรามีนโยบายลดค่าทางด่วน/ค่าจอดรถสาธารณะ ป้ายสีเฉพาะนี้ก็คือบัตรผ่านทางที่จัดการง่ายที่สุดผ่านระบบกล้อง CCTV
เคลียร์ปัญหาโดนแย่งที่จอดชาร์จ เจ้าหน้าที่ตึกหรือระบบกล้อง AI สามารถลากสายตาตรวจตราได้ง่ายขึ้น รถน้ำมันคันไหนมาเนียนจอดขวางช่องชาร์จ ก็จะเด่นสะดุดตาขึ้นมาทันที
2.ด้านการกู้ภัย ป้ายนี้เพื่อชีวิตพี่ๆ อาสาฯ
รถ EV มีระบบแบตเตอรี่แรงดันสูง (High-Voltage) และระบบขับเคลื่อนที่ต่างจากรถน้ำมันอย่างสิ้นเชิง ลองนึกภาพว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุรุนแรงบนถนนจนรถบุบยับเยิน สิ่งแรกที่พี่ๆ ทีมกู้ภัย (First Responders) ต้องทำตอนเข้าหน้างานคือ "ระบุประเภทรถให้ได้เร็วที่สุด" ถ้ารู้ว่าเป็น EV ทันทีจากสีป้าย เขาจะรู้โปรโตคอลทันทีว่า ห้ามใช้เครื่องเจาะหรือเครื่องตัดถ่างสุ่มสี่สุ่มห้าไปโดนแนวสายไฟสีส้มแรงดันสูงเด็ดขาด เพราะอันตรายถึงชีวิต รวมถึงกรณีเกิดอุบัติเหตุจนเกิดเพลิงไหม้ วิธีการดับไฟของรถน้ำมันและรถ EV ก็จะแตกต่างกัน การแยกสีป้ายให้เด่นชัดแต่ไกล จะช่วยให้ทีมดับเพลิงไม่ต้องเสียเวลาประเมินหน้างานนาน
แต่ปัญหาคือ “รถไฮบริด“ ที่เจ้าหน้าที่จะทำงานได้ยากที่สุด เนื่องจาก มี 2 ระบบในคันเดียว คือ มี "น้ำมันเชื้อเพลิง" ที่ไวไฟและเสี่ยงต่อการระเบิดจากถังน้ำมันเหมือนรถปกติ และมี "ระบบไฟฟ้าแรงดันสูง" (High-Voltage) และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเหมือนรถ EV ซึ่งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงหรือกู้ภัยจะไม่สามารถรู้ได้ทันทีจากการมองป้ายทะเบียนเหมือนรถ EV เจ้าหน้าที่จึงต้องใช้เซฟตี้ขั้นสูงสุด คือคิดเผื่อไว้ก่อนเลยว่ารถรุ่นใหม่ๆ อาจเป็นไฮบริด เพื่อความปลอดภัยในการใช้เครื่องมือตัดถ่างไม่ให้ไปโดนสายไฟส้ม
3. ด้านจิตวิทยาและสถิติเมือง
การมองเห็นรถป้ายสีเฉพาะวิ่งกันหนาตาขึ้นเรื่อยๆ มันช่วยส่งสัญญาณเชิงจิตวิทยาบอกคนที่ยังลังเลอยู่ว่า "เทคโนโลยีนี้ได้รับการยอมรับและเสถียรแล้วนะ" อีกทั้งยังช่วยให้หน่วยงานผังเมืองเก็บสถิติเชิงทัศนวิสัยได้ง่ายขึ้นว่าพื้นที่ไหนมีสัดส่วนรถไฟฟ้าหนาแน่น เพื่อวางแผนขยายสถานีชาร์จให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง
ถ้าอนาคตไทยเปลี่ยน "ป้ายทะเบียน EV เป็นสีฟ้า" ส่องประโยชน์แท้จริงที่มากกว่าแค่ความสวยงาม
ตอนแรกที่เห็นข่าว หลายคนก็อาจจะคิดว่า "อ๋อ... เขาคงอยากเปลี่ยนให้ดูมินิมอล ดูล้ำๆ ทันสมัยตามเทรนด์ต่างประเทศมั้ง"
แต่พอได้ลองเจาะลึกเข้าไปดูเหตุผลจริงๆ ในฐานะคนชอบอัปเดตเทคโนโลยี ปรากฏว่าเรื่องนี้ "ไม่ใช่แค่เรื่องแฟชั่น" เลยครับ เพราะในระดับสากล การแยกสีป้ายทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าออกจากรถน้ำมันแบบชัดเจน มันมีประโยชน์หลักๆ 3 ด้านที่ส่งผลต่อชีวิตและโครงสร้างเมืองแบบที่เราอาจจะนึกไม่ถึงเลยครับ
1. ด้านการบริหารจัดการเมือง
เวลาที่เมืองต้องการคัดกรองรถ หรือมอบสิทธิประโยชน์เพื่อสนับสนุนพลังงานสะอาด ป้ายทะเบียนที่แยกสีชัดเจนจะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดโดยไม่ต้องจอดตรวจให้รถติด
รองรับนโยบายในอนาคต ในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลกเริ่มมีเขต Low Emission Zones (เขตจำกัดมลพิษ) ที่รถน้ำมันเข้าต้องเสียค่าธรรมเนียม แต่รถ EV วิ่งผ่านฉลุย หรือในอนาคตถ้าบ้านเรามีนโยบายลดค่าทางด่วน/ค่าจอดรถสาธารณะ ป้ายสีเฉพาะนี้ก็คือบัตรผ่านทางที่จัดการง่ายที่สุดผ่านระบบกล้อง CCTV
เคลียร์ปัญหาโดนแย่งที่จอดชาร์จ เจ้าหน้าที่ตึกหรือระบบกล้อง AI สามารถลากสายตาตรวจตราได้ง่ายขึ้น รถน้ำมันคันไหนมาเนียนจอดขวางช่องชาร์จ ก็จะเด่นสะดุดตาขึ้นมาทันที
2.ด้านการกู้ภัย ป้ายนี้เพื่อชีวิตพี่ๆ อาสาฯ
รถ EV มีระบบแบตเตอรี่แรงดันสูง (High-Voltage) และระบบขับเคลื่อนที่ต่างจากรถน้ำมันอย่างสิ้นเชิง ลองนึกภาพว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุรุนแรงบนถนนจนรถบุบยับเยิน สิ่งแรกที่พี่ๆ ทีมกู้ภัย (First Responders) ต้องทำตอนเข้าหน้างานคือ "ระบุประเภทรถให้ได้เร็วที่สุด" ถ้ารู้ว่าเป็น EV ทันทีจากสีป้าย เขาจะรู้โปรโตคอลทันทีว่า ห้ามใช้เครื่องเจาะหรือเครื่องตัดถ่างสุ่มสี่สุ่มห้าไปโดนแนวสายไฟสีส้มแรงดันสูงเด็ดขาด เพราะอันตรายถึงชีวิต รวมถึงกรณีเกิดอุบัติเหตุจนเกิดเพลิงไหม้ วิธีการดับไฟของรถน้ำมันและรถ EV ก็จะแตกต่างกัน การแยกสีป้ายให้เด่นชัดแต่ไกล จะช่วยให้ทีมดับเพลิงไม่ต้องเสียเวลาประเมินหน้างานนาน
แต่ปัญหาคือ “รถไฮบริด“ ที่เจ้าหน้าที่จะทำงานได้ยากที่สุด เนื่องจาก มี 2 ระบบในคันเดียว คือ มี "น้ำมันเชื้อเพลิง" ที่ไวไฟและเสี่ยงต่อการระเบิดจากถังน้ำมันเหมือนรถปกติ และมี "ระบบไฟฟ้าแรงดันสูง" (High-Voltage) และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเหมือนรถ EV ซึ่งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงหรือกู้ภัยจะไม่สามารถรู้ได้ทันทีจากการมองป้ายทะเบียนเหมือนรถ EV เจ้าหน้าที่จึงต้องใช้เซฟตี้ขั้นสูงสุด คือคิดเผื่อไว้ก่อนเลยว่ารถรุ่นใหม่ๆ อาจเป็นไฮบริด เพื่อความปลอดภัยในการใช้เครื่องมือตัดถ่างไม่ให้ไปโดนสายไฟส้ม
3. ด้านจิตวิทยาและสถิติเมือง
การมองเห็นรถป้ายสีเฉพาะวิ่งกันหนาตาขึ้นเรื่อยๆ มันช่วยส่งสัญญาณเชิงจิตวิทยาบอกคนที่ยังลังเลอยู่ว่า "เทคโนโลยีนี้ได้รับการยอมรับและเสถียรแล้วนะ" อีกทั้งยังช่วยให้หน่วยงานผังเมืองเก็บสถิติเชิงทัศนวิสัยได้ง่ายขึ้นว่าพื้นที่ไหนมีสัดส่วนรถไฟฟ้าหนาแน่น เพื่อวางแผนขยายสถานีชาร์จให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง